• Line Footer
  • Instagram - Black Circle
  • Facebook - Black Circle
  • Twitter - Black Circle
Tel: (+66)83-010-8222 (TH), (+66)83-292-4953 (TH & EN)
Email: contact@juicedrshop.com
@ juicedrshop
0
0

วิธีลดน้ำหนัก คำนวนแคลอรี่

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการลดน้ำหนัก​

ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าถ้าอยากจะลดน้ำหนัก ต้องทานให้น้อยลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น แต่หลายคนก็ยังมีปัญหา ถึงจะลองทำมาหลายอาทิตย์แล้วก็ตาม ทำให้เริ่มสงสัยว่า เอ..ตัวเองทำอะไรผิดรึเปล่า แล้วทำไมเพื่อนฉันยังไม่ทันทำอะไรเลยน้ำหนักก็ลงแล้ว!

 

ในบทความนี้ เราจะทำให้คุณได้เข้าใจถึงกลไกการทำงานของร่างกาย ว่าอะไรทำให้น้ำหนักขึ้นหรือน้ำหนักลง เพื่อที่คุณจะได้สามารถนำความรู้นี้ไปดัดแปลงโปรแกรมที่คุณทำอยู่ เพื่อให้คุณสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ทุกอย่างเกี่ยวกับพลังงาน

เราเรียนตั้งประถมฯแล้วว่าพลังงานไม่สามารถถูกสร้างขึ้นหรือทำลายลงได้ ได้แต่เปลี่ยนรูปจากแบบหนึ่งไปอีกแบบหนึ่งเท่านั้น ประโยคนี้สามารถใช้ได้กับร่างกายของเราเช่นกัน ร่างกายมนุษย์ก็เหมือนกับเครื่องยนต์ที่ต้องการพลังงานเพื่อทำงาน เครื่องยนต์ได้พลังงานจากน้ำมัน และแปลรูปพลังงานนี้ให้กลายเป็นพลังงานจลน์ที่ไปขับเคลื่อนล้อของรถยนต์ ส่วนร่างกายมนุษย์ ได้พลังงานจากอาหารและแปลรูปพลังงานนี้เพื่อให้เราสามารถมีชีวิต เดิน คิด พูด ฯลฯ

 

ถ้าเราทานอาหารมากเกินไป นั้นหมายความว่าเราให้พลังงานมากกว่าที่ร่างกายต้องการ เพื่อที่จะมีชีวิต เดิน คิด พูด ฯลฯ พลังงานส่วนเกินนี้จะถูกร่างกายจัดเก็บไว้ ซึ่งการจัดเก็บนี้ เป็นต้นเหตุในการทำให้น้ำหนักของเราเพิ่มขึ้น

 

ในทางกลับกัน ถ้าเราทานอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายจะเรียกใช้พลังงานที่มันได้เคยเก็บเอาไว้เพื่อนำมาทดแทนส่วนที่ขาดไป ซึ่งกลไกนี้จะทำให้น้ำหนักของเราลดลง

 

สรุปง่ายๆว่า: ถ้าใส่พลังงานเยอะเกินที่ร่างกายต้องการ ร่างกายจะเก็บมันเอาไว้ และคุณจะน้ำหนักขึ้น ถ้าใส้พลังงานไม่เพียงพอที่ร่างกายต้องการ ร่างกายจะดึงเอาพลังงานที่เก็บไว้มาใช้ และคุณจะน้ำหนักลง

 

 

 

 

 

นั้นหมายความว่า คุณสามารถบังคับให้ร่างกายนำเอาพลังงานสะสมออกมาใช้ได้สองวิธี นั้นก็คือ 1. ใส่พลังงานน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ หรือ 2. ทำให้ร่างกายใช้พลังงานมากกว่าที่เราใส่เข้าไป เราสามารถทำข้อ 1 ได้โดยการทานอาหารให้น้อยลง และข้อ 2 โดยการออกกำลังกาย

 

เพื่อนสนิทคนใหม่ของคุณ: แคลอรี่

คุณคงเคยได้ยินคำว่า ‘แคลอรี่’ มาก่อน คุณอาจจะยังเคยพูดใช้ในประโยคเองแล้วเลยด้วยซ้ำโดยที่จริงๆแล้วคุณอาจจะไม่ได้รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ [เสียงคุณครูภาษาไทยโกรธ]: “โอ้โหอันนี้แคลน้อย ดีๆๆ” “อันนี้แคลเยอะอะ ไม่เอาเดี๋ยวอ้วน” เรามารู้กันดีกว่า ว่าจริงๆแล้วมันคืออะไร!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนหน้านี้ เราได้พูดกันไปเรื่องพลังงาน เราบอกว่าร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำงาน และเก็บพลังงานส่วนเกินที่ไม่ต้องการ แต่เรายังไม่ได้พูดว่าแล้วร่างกายต้องการพลังงานเป็นจำนวนเท่าไหร่ แล้วเราทานอาหารเข้าไปได้พลังงานเป็นจำนวนเท่าไหร่ แล้วพลังงานที่สะสมเท่านี้เท่ากับน้ำหนักกี่กิโล ตรงนี้แหละคือที่ที่แคลอรี่เข้ามามีบทบาท

 

แคลอรี่เป็นหน่วยของพลังงาน 1 แคลอรี่เท่ากับพลังงาน 4.184 จูล อาหารส่วนใหญ่จะมีเป็นพันๆแคลอรี่ เราจึงพูดกันเป็นหน่วยกิโลแคลอรี่กันมากกว่า ซึ่ง 1 กิโลแคลอรี่ มี 1000 แคลอรี่ ซึ่งตรงนี้ จะมีสิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่สับสนอยู่ ก็คือ ในภาษาอังกฤษ แคลอรี่สะกดว่า ‘calorie’ แต่ 1000 calorie สามารถเขียนได้สองแบบคือ 1 kilocalorie (กิโลแคลอรี่) ตามที่เราเขียนด้านบน หรือ 1 Calorie (ด้วยตัว C ตัวใหญ่ ไม่ใช่ c ตัวเล็ก!) สรุปคือ 1000 calorie (แคลอรี่) = 1 kilocalorie (กิโลแคลอรี่) = 1 Calorie (แคลอรี่ C ใหญ่) เพราะฉนั้นเราต้องระวังตรงนี้เมื่อค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แคลอรี่มักจะถูกย่อเหลือ ‘แคล’ และ กิโลแคลอรี่มักจะถูกย่อเหลือ ‘กิโลแคล’

 

 

 

 

เรามาดูตัวเลขกันเลยดีกว่า! ร่างกายของเราต้องการพลังงานเท่าไหร่ต่อหนึ่งวัน คำตอบคือแล้วแต่...ร่างกายคนเราแต่ละคนถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน ผู้ชายใช้พลังงานมากกว่าผู้หญิง คนที่ทำงานก่อสร้างต้องใช้พลังงานมากกว่าคนขับแท็กซี่ เราแบ่งพลังงานที่ร่างกายต้องการเป็นสองส่วนคือ: พลังงาน ‘ขั้นต่ำ’ กับ พลังงาน ‘กิจกรรม’ ไอเดียก็คือ ถ้าวันหนึ่ง คุณตื่นมาแล้วนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน โดยที่ไม่ทำอะไรเลย แล้วกลับไปนอนใหม่ คุณจะยังต้องใช้พลังงานเพื่อการมีชีวิตเฉยๆ เพื่อให้สมอง ปอด และอวัยวะภายในอื่นๆสามารถทำงานได้ พลังงาน ‘ขั้นต่ำ’ นี้เรียกว่า ‘Basal Metabolic Rate’ (อัตราการเผาผลานขั้นต่ำ) หรือ BMR ซึ่งตัวเลขตัวนี้ขึ้นอยู่กับหลายสิ่งหลายอย่างมาก เช่น สรีระของร่างกาย ระบบเผาผลาญ การทำงานของระบบภายใน จำนวนกล้ามเนื้อ จำนวนสารเคมีในร่างกาย ฯลฯ แต่โชคดีที่มีคนสร้างสมการขึ้นมาเพื่อประมาณการตัวเลขตัวนี้ โดยใช้ข้อมูลที่หาได้ง่ายเช่น เพช อายุ ความสูง น้ำหนัก ถ้าคุณอยากทราบตัวเลขประมาณการ BMR ของคุณ ลองค้นหาคำว่า ‘BMR calculator’ ใน Google แล้วลองคำนวนดูได้เลย!

 

เรามาลองสมมุติตัวเลขกันดู ถ้าคุณเป็นผู้หญิง รูปร่างกลางๆ มีสุขภาพปกติ คุณอาจจะมี BMR ประมาณ 1,300 กิโลแคลต่อวัน นอกจากพลังงานขั้นต่ำนี้ คุณยังจะต้องตื่นมาแปรงฟัน อาบน้ำ ทานข้าว เดินไปทำงาน ทำงาน คุยกับเพื่อน ฯลฯ พลังงานที่สูญเสียไปในการทำกิจกรรมเหล่านี้ ก็ต่างกันออกไปในแต่ละคนอีกเช่นกัน แต่ก็โชคดีอีกที่มีคนได้จัดพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ไว้เป็นกลุ่มๆที่เราสามารถได้ตัวเลขตัวนี้ได้เลย เช่น คุณอาจจะเป็นคนที่ทำงานที่ออฟฟิส นั่งอยู่กับโต๊ะเป็นส่วนใหญ่ และไม่ค่อยออกกำลังกายนอกจากเดินทางไป-กลับที่ทำงาน คุณก็จะถูกจัดอยู่ในหมวด ‘inactive’ หรือ ไม่ค่อยได้ออกกำลัง หรือคุณอาจจะถูกจัดอยู่ในหมวด ‘reasonably active’ (ออกกำลังพอควร) คือคุณออกกำลังเยอะหน่อย เช่น สายงานของคุณจำเป็นที่จะต้องเดินไปมาตลอดเวลา ต้องคิดเยอะ ยกของเยอะ และออกกำลังกายเพิ่มอีกอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง คุณก็สามารถนำตัวเลขที่คนคำนวนมาแล้วมาใช้ได้เลย ตัวเลขพวกนี้ก็อยู่ในอินเตอร์เน็ตเช่นกัน

 

สมมุติว่าคุณถูกจัดอยู่ในหมวดที่ไม่ค่อยได้ออกกำลัง (inactive) คุณอาจจะเผาผลานพลังงานที่ประมาณ 300 กิโลแคลต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก BMR ของคุณ ถ้านำตัวเลขนี้ไปบวกกับ BMR เราก็จะได้ว่า คุณต้องการพลังงาน 1,600 กิโลแคล เพื่อดำรงชีวิตหนึ่งวันในแบบของคุณ

 

 

 

 

เพราะฉนั้นถ้าคุณทานอาหารมากกว่า 1,600 กิโลแคลต่อวัน ร่างกายของคุณก็จะเก็บพลังงานนี้ไว้ และน้ำหนักก็จะขึ้น แต่ถ้าคุณทานน้อยกว่า 1,600 กิโลแคลต่อวัน ร่างกายก็จะเอาพลังงานที่เก็บไว้ออกมาใช้ น้ำหนักของคุณก็จะลดลง มันง่ายแค่นี้เลย!

 

คำถามต่อมา...แล้วเราทานอาหารกี่แคลอรี่ต่อวันล่ะ เช่นเดิม ตัวเลขตัวนี้ขึ้นอยู่กับหลายสิ่งหลายอย่างมาก เช่น คุณทานไขมันแบบไหน เยอะแค่ไหน ใช้น้ำตาลแบบไหน ทานเนื้ออะไร ฯลฯ แต่ก็เหมือนเดิม ในโลกสมัยนี้ที่มีคนดูแลสุขภาพมากขึ้น มีคนได้คำนวนพลังงานเป็นแคลอรี่ไว้เกือบทุกเมนูอาหารแล้ว ซึ่งคุณสามารถหาได้ง่ายๆเพียง google ชื่ออาหารของคุณ และเติมคำว่า ‘calories’ เข้าไป เท่านี้คุณก็ควรจะได้ตัวเลขประมาณการนี้แล้ว สำหรับอาหารที่ซื้อตามซุปเปอร์ฯที่ได้รับอ.ย.แล้ว จะมีตัวเลขนี้เขียนอยู่ตรงกล่องด้านนอกเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สมมุติว่าคุณทานอาหารปกติ เช่น ทานคอร์นเฟลคกับนมตอนเช้า และอาหารทั่วไป 1 จานตอนเที่ยงและตอนเย็น นอกจากนั้นอาจจะมีขนมทานเล่นนิดหน่อยตอนทำงานและอาจจะมีกาแฟอีกซักแก้ว ทั้งหมดนี้ ดูไม่ได้เป็นการกินที่อ้วนเลย แต่คุณอาจจะกำลังใส่พลังงานถึง 2,000 กิโลแคลต่อวันเข้าร่างกายคุณอยู่! ซึ่งถ้าคุณเผาผลาน 1,600 กิโลแคลต่อวัน นั้นหมายความว่าคุณกำลังเก็บสะสม 400 กิโลแคลอยู่และน้ำหนักของคุณกำลังขึ้นทุกวัน!

 

คำถามต่อไปก็คือ...แล้ว 400 กิโลแคลนี่จะทำให้เราน้ำหนักขึ้นกี่กิโล คำตอบอันนี้ไม่ยาก: 3,500 กิโลแคล = 1 ปอนด์ = 0.454 กิโล เพราะฉนั้น 400 กิโลแคลก็จะเท่ากับ 52 กรัม ซึ่งจริงๆแล้วก็ฟังดูไม่มาก แต่ว่าถ้าคุณทำแบบนี้มาเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี...52 กรัมนี้มันก็กลายเป็นหลายกิโลได้เหมือนกัน! หมายเหตุ: จริงๆแล้วน้ำหนักของคุณจะไม่เพิ้มขึ้น 52 กรัมทุกๆวัน เพราะเมื่อน้ำหนักคุณขึ้น BMR ของคุณก็ขึ้นตามเช่นกัน ซึ่งทำให้พลังงานส่วนเกินลดลงทำให้น้ำหนักที่เพิ่มจะน้อยกว่า 52 กรัมเล็กน้อย น้ำหนักของคุณจะเพิ่มเชิงเส้นกำกับแทนที่จะเป็นเชิงเส้นตรง (การลดน้ำหนักก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน) ซึ่งหมายความว่าเวลาคุณเพิ่มหรือลดน้ำหนักด้วยการคำนวนวิธีนี้ คุณจะถึงเป้าหมายของคุณในเวลาที่ช้ากว่าคาดเล็กน้อย

 

 

 

 

ทีนี้ในทางกลับกัน ถ้าคุณอยากจะลดน้ำหนัก สมมุติ 2 กิโลใน 4 อาทิตย์ คุณจะต้องทานต่ำกว่าเกณฑ์ประมาณ 15,400 กิโลแคลใน 28 วัน หรือเท่ากับ 550 กิโลแคลต่อวัน เพราะฉนั้นสำหรับผู้หญิงตัวอย่างของเราที่เผาผลาน 1,600 กิโลแคลต่อวัน เค้าจะต้องทานอาหารให้ไม่เกิน 1,050 กิโลแคลต่อวัน เพราะฉนั้นถ้าปกติเคยทาน 2,000 กิโลแคล เค้าก็จะต้องทานให้น้อยลงครึ่งนึง!

 

นี่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อคุณ google คำว่า ‘ลดน้ำหนัก’ คุณถึงไม่ได้เจอเฉพาะเรื่องการกิน แต่เจอเรื่องออกกำลังกายด้วย! การออกกำลังกายสามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ เพราะมันจะเพิ่มพลังงานที่คุณเผาผลานต่อวัน สมมุติคุณรู้สึกว่าการที่ต้องทานน้อยลงครึ่งนึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ถ้าลดลง 25% มาเป็น 1,500 กิโลแคลอาจจะพอเป็นไปได้ สำหรับเคสที่อยากลดน้ำหนัก 2 กิโลใน 4 อาทิตย์ก็เหมือนเดิม เราจะต้องเอาพลังงานใส่ร่างกายให้ต่ำกว่าที่เผาผลาน 550 กิโลแคลต่อวัน เท่ากับว่าในหนึ่งวัน เราจะต้องทำให้ร่างกายเผาผลาน 2,050 กิโลแคล ซึ่งถ้าปกติเราเผาผลานที่ 1,600 กิโลแคล เราก็จะต้องเผาผลานเพิ่มอีก 450 กิโลแคล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เช่นเคย อินเตอร์เน็ตคือเพื่อนสนิทของคุณ ถ้าอยากจะทราบว่าเราสามารถเผาผลาน 450 กิโลแคลได้ด้วยวิธีใดบ้าง แต่ก็เหมือนเดิม ตัวเลขพวกนี้อาจจะต่างกันออกไปสำหรับคนแต่ละคน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว เราสามารถเผาผลาน 450 กิโลได้โดยวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นเวลา 1:15 ชั่วโมง...สงสัยการลดอาหารเหลือครึ่งชักเริ่มดูไม่ยากแล้วใช่มั้ย…

 

ความไม่แม่นยำ...ขอต้อนรับสู่โลกของวิทยาศาสตร์

คุณอาจจะกำลังสงสัยอยู่ว่า “ฉันก็ทาน 2,000 กิโลแคลอยู่ทุกวัน ฉันไม่เห็นน้ำหนักขึ้นเลย!” ซึ่งใช่คุณอาจจะถูก ปัญหามาจากการประมาณการตัวเลขต่างๆ อย่าง BMR ซึ่งในการคำนวนหาตัวเลขประมาณการใช้เพียง น้ำหนัก ส่วนสูง อายุ และ เพศ ซึ่งในความเป็นจริง มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างมากที่ทำให้ตัวเลขตัวนี้เปลี่ยนไปได้ เช่น เอนไซม์ในร่างกายคุณทำงานปกติรึเปล่า ระดับสารเคมีของคุณปกติไหม คุณมีปริมาณกล้ามเนื้อต่อไขมันเท่าไหร่ ฯลฯ คุณคงต้องไปโรงพยาบาลเพื่อวัดค่ามากมายเพื่อที่จะได้ตัวเลขที่ใกล้ความจริงขึ้น ยิ่งแย่กว่านั้น ตัวเลขนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงทุกวันก็ยังได้ เพราะว่า อย่างที่เราบอก เมื่อน้ำหนักคุณเปลี่ยน BMR ของคุณก็เปลี่ยนไปด้วย หรือแม้กระทั้ง แต่ละอย่างที่คุณกิน สภาพแวดล้อมที่คุณอยู่ หรือ ความรู้สึกที่คุณมี ล้วนแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบภายในของคุณได้

 

ความไม่แม่นยำอีกอย่างสามารถมาได้จากการคำนวน 300 กิโลแคลที่เราเผาผลานเพิ่มเติมจาก BMR ยกตัวอย่างเช่น คนเรามีสมองไม่เหมือนกัน คุณอาจจะใช้พลังงาน 100 กิโลแคล ในการอ่านและทำความเข้าใจกับบทความนี้ แต่เพื่อนคุณอาจจะต้องใช้ 200 กิโลแคล ก็เป็นไปได้ หรือแม้กระทั้งการย่อยอาหารก็ต่างกัน เช่น บางคนอาจจะสามารถดูดซึมพลังงานได้แค่ 80% จากอาหารที่ทานเข้าไป หรือ บางคนอาจจะสามารถใช้พลังงานแค่ 50% ที่ดูดซึมมาและที่เหลือถูกนำไปจัดเก็บเลย

 

เพราะฉนั้นจริงๆแล้ว เราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ค่าแคลอรี่ก็ได้

​ความไม่แม่นยำเหล่านี้อาจจะทำให้วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการลดน้ำหนักดูกำกวม

แต่ยังไงก็ตาม หลักการการเปลี่ยนแปลงพลังงานก็ยังถูกต้องเสมอ เพราะฉนั้น ถึงแม้เราจะไม่สามารถคำนวนตัวเลขบางตัวได้อย่างแม่นยำได้ แต่เราสามารถนำหลักการณ์พลังงานขาด-เหลือมาลดน้ำหนักได้ นั้นก็คือ: ทานน้อยกว่าที่คุณเผาผลาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าค่าคำนวนแคลอรี่ของคุณดูเหมือนจะมีความคลาดเคลื่อนจากความจริง คุณสามารถเริ่มต้นจากไลฟ์สไตล์ที่ทำให้คุณน้ำหนักไม่ขึ้นก่อน เคสนี้จะเป็นเคสพื้นฐานของเรา ถ้าคุณทานน้อยกว่านี้ หรือออกกำลังกายมากขึ้นกว่านี้ น้ำหนักของคุณจะลดลง (คุณสามารถหาค่าประมาณการของพลังงานที่คุณเผาผลานได้ด้วย โดยคำนวนจากค่าแคลอรี่ของอาหารที่คุณทาน เพราะถ้าน้ำหนักของคุณไม่ขึ้นไม่ลง แสดงว่าร่างกายของคุณต้องเผาผลานพลังงานทั้งหมดที่ทานเข้าไป) การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ ไม่จำเป็นให้คุณต้องจดบันทึกการกินและไม่ทำให้เครียดไปกับทุกอย่างที่ทาน แต่คุณก็จะไม่สามารถคำนวนเป็นตัวเลขได้ว่าน้ำหนักจะลงเยอะแค่ไหนหรือจะใช้เวลาในการลงนานเท่าใด อีกเรื่องที่ต้องระวังก็คือ เมื่อน้ำหนักลดลงแล้ว BMR ของคุณจะลดลงด้วย เพราะฉนั้น คุณก็ต้องลดอาหารตามลงมาด้วย

 

อัตราความอิ่มต่อแคลอรี่

เมื่อเราได้สร้างความเข้าใจการลดน้ำหนักในแง่ของพลังงานไปแล้ว เรามาดูอีกแง่หนึ่งกัน นั้นก็คือความอิ่ม พลังงาน 1 แคลอรี่ ไม่ว่าจะมาจากไขมันหรือโปรตีนจะให้พลังงานเท่ากัน แต่มันไม่ได้บอกถึงความอิ่ม!

 

เหตุผลอันดับที่ 1 ที่ทำให้คนที่พยายามลดน้ำหนักล้มเหลวก็คือ พวกเขาไม่สามารถทนความหิวจากการลดอาหารได้ เพราะฉนั้น เป้าหมายในการทำไดเอทไม่ใช่เพียงลดพลังงานที่ทานเข้าร่างกายอย่างเดียว แต่จะต้องทำโดยที่ไม่ทำให้รู้สึกเหมือนโดนทรมานด้วย!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สมมุติว่าคุณมีโควต้าการกินอยู่ที่ 1,000 กิโลแคลต่อวัน คุณจะต้องใช้โควต้านี้ในการทานอาหารให้ได้อิ่มที่สุด เพื่อให้เห็นภาพ 2 สิ่งนี้ให้พลังงาน 1,000 กิโลแคลเท่ากัน: น้ำอัดลม 7 กระป๋อง กับ ผักกาด 7 กิโล! แน่นอน ถ้าคุณเลือกทานผักกาด คุณจะรู้สึกอิ่มมากกว่าน้ำอัดลม 7 กระป๋องแน่ๆ จริงๆแล้วอาจจะทำให้อิ่มมากกว่า 1 วันเลยด้วยซ้ำ! เพราะฉนั้นการเลือกอาหาร ไม่ใช่เสมอไปที่ควรจะเลือกอาหารที่มีแคลน้อยที่สุด แต่คุณจะต้องคำนึงถึงความอิ่มของอาหารนั้นๆด้วย กดคร่าวๆก็คือ: น้ำตาลกับไขมัน ต่อแคลอรี่แล้ว จะทำให้เราอิ่มท้องน้อยกว่าโปรตีนกับคาร์โบไฮเดรต แต่ที่อิ่มที่สุดคือไฟเบอร์ นี้คือเหตุผลว่าทำไมไม่ค่อยมีน้ำอัดลมอยู่ในสูตรอาหารไดเอท แต่ผักกับผลไม้นั้นอยู่ในแทบทุกสูตร

 

 

 

 

ความตั้งใจคือกุญแจสำคัญ

ในบทความนี้ เราได้ครอบคลุมเบสิคต่างๆไปพอสมควร แต่ก็ยังมีความรู้อีกมากที่คุณยังศึกษาเพิ่มเติมต่อได้ ถ้ามีเวลา เช่น เรื่องอัตราไขมันในร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดการลดน้ำหนักที่มีหลายระยะ แต่ยังไงก็ตาม ความรู้ในบทความนี้ ควรจะทำให้คุณสามารถลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล และหวังว่ามันจะมีประโยชน์สำหรับคุณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อคุณมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการลดน้ำหนักแล้ว สิ่งเดียวที่คุณต้องการตอนนี้ก็เหลือแต่ความตั้งใจ! ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดน้ำหนักก็เป็นได้ เอาจริงๆ มันอาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในทุกๆอย่างในชีวิต เหมือนกับสุภาษิตที่บอกไว้ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น ในการลดน้ำหนักคงต้องมีบางช่วงที่คุณรู้สึกว่ามันยาก มันหิว แต่ถ้าวิทยาศาสตร์ของคุณถูกต้อง และคุณยังสู้กับมัน ยังไงเป้าหมายอะไรก็ตามที่คุณตั้ง จะต้องสามารถสำเร็จได้อย่างแน่นอน!